หน้าเว็บ

ค้นหาบล็อกนี้

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ทำพิธี วันปิยมหาราช 2553 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ


จังหวัดนครศรีธรรมราช (มักเรียกสั้น ๆ ว่า นคร) เป็นจังหวัดในประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภาคใต้ (รองจากสุราษฎร์ธานี) ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 780 กิโลเมตร จังหวัดที่อยู่ติดกัน (จากทิศใต้ วนตามเข็มนาฬิกา) ได้แก่ สงขลา พัทลุง ตรัง กระบี่ และสุราษฎร์ธานี

ในอดีตมีชื่อเรียกดินแดนแถบนี้หลายชื่อ ที่ตะวันตกนิยมเรียกกันมาจนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คือ "ลิกอร์" สันนิษฐานว่าชาวโปรตุเกสที่เข้ามาติดต่อค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นเป็นผู้เรียกก่อน โดยเพี้ยนมาจากคำว่า "นคร" ส่วนชื่อ "นครศรีธรรมราช" มาจากพระนามของกษัตริย์ผู้ครองนครในอดีต ทรงมีพระนามว่า "พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช" (ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช) มีความหมายว่า "นครอันเป็นสง่าแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม" หรือ "เมืองแห่งพุทธธรรมของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่"

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองนครศรีธรรมราชมีฐานะเป็นเมืองชั้นเอกคู่กับเมืองพิษณุโลก มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับเจ้าพระยาเป็นเจ้าเมือง มีบรรดาศักดิ์ตามพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหารหัวเมือง ว่า เจ้าพระยาศรีธรรมราชชาติเดโชไชยมไหยสุริยาธิบดีอภัยพิรียบรากรมภาหุ

ประวัติศาสตร์
เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 ตำแหน่งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชว่างอยู่ หลวงสิทธนายเวรมหาดเล็ก(หนู) ซึ่งออกไปรับราชการตำแหน่งปลัดเมืองเป็นผู้รักษาราชการเมืองนครศรีธรรมราช ครั้นทราบว่ากรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ไม่มีเจ้านายปกครองประเทศ หลวงสิทธิจึงตั้งตัวเป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชเป็นอิสระอยู่ก๊กหนึ่ง

ในปี พ.ศ. 2312 พระเจ้ากรุงธนบุรียาตรากองทัพไปปราบจับตัวเจ้านคร(หนู)ได้ และมีพระราชดำริว่าเจ้านครมิได้มีใจกบฏคิดร้ายต่อประเทศ แต่ตั้งตัวขึ้นเนื่องจากบ้านเมืองเป็นจลาจล จึงโปรดเกล้าฯ ให้มารับราชการอยู่ที่กรุงธนบุรี และให้เจ้านราสุริยวงศ์หลานเธอออกไปครองเมืองนครศรีธรรมราช

ต่อมาเจ้านราสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัย พระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชดำริว่า เจ้านคร(หนู)ได้เข้ามารับราชการมีความจงรักภักดี และได้ถวายธิดาทำราชการมีราชบุตร(คือพระพงษ์นรินทรและพระอินทร์อภัย) เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านครออกไปครองเมืองนครศรีธรรมราช และสถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าขันธสีมา(หนู) เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 11 ขึ้น 3 ค่ำ จุลศักราช 1138(พ.ศ. 2319) ปีวอกอัฐศก

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) มีพระราชดำริว่า พระเจ้านครศรีธรรมราชมีความชราทุพพลภาพ ไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้ จึงโปรดให้ออกจากตำแหน่ง กลับเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และโปรดให้เจ้าอุปราช (พัฒน์)บุตรเขยเจ้านคร ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อวันอังคาร เดือน 8 แรม 11 ค่ำ จุลศักราช 1146 (พ.ศ. 2327) ปีมะโรงศก แต่โปรดให้มียศเพียงเจ้าพระยาตามประเพณีแต่เดิมเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองนครศรีธรรมราชจึงเป็นเมืองที่เคยมีกษัตริย์ปกครอง และมีฐานะเป็นประเทศราช 8 ปี

มีเกร็ดย่อยคือ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) รับราชการจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) มีความชราภาพ จึงทรงยกขึ้นเป็น เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ตำแหน่งกิตติมศักดิ์ และทรงตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์(น้อย) บุตรเจ้าพระยานคร (พัฒน์) เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช(น้อย)คนใหม่

แต่มีเรื่องปรากฏหลักฐานในสมัยนั้นว่า เจ้าพระยานคร (น้อย) นี้ที่จริงเป็นราชบุตรลับของพระเจ้ากรุงธนบุรี เนื่องจากเมื่อครั้งเจ้านคร(หนู)ทำราชการอยู่ที่กรุงธนบุรี และถวายธิดาทำราชการฝ่ายในแก่พระเจ้ากรุงธนบุรี และมีน้องสาว(ปราง)มาอยู่ด้วยในวังคนหนึ่ง ความปรากฏตามพงศาวดารว่า เจ้าพระยาพิชัยราชา เจ้าเมืองสวรรคโลกให้ไปขอ เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบก็ทรงพระพิโรธ ว่าเจ้าพระยาพิชัยราชาบังอาจจะเป็นคู่เขยของพระองค์ ให้เอาไปประหารเสีย ต่อมาวงศ์ญาติเจ้านครจึงนำธิดา(ปราง)คนนี้ถวายพระเจ้ากรุงธนบุรีเสีย ต่อมาเจ้าพระยานคร (พัฒน์) เมื่อครั้งยังเป็นอุปราชเมืองนครอยู่ ภริยาซึ่งเป็นบุตรเจ้านคร(หนู)เสียชีวิต เจ้าพระยานคร (พัฒน์) ทำความชอบได้เข้าเฝ้าครั้งหนึ่ง พระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นว่าภริยาเสียชีวิตก็สงสารจึงจะพระราชทานธิดาเจ้านคร(หนู)ให้ใหม่ และให้นำตัวธิดาคนเล็กเจ้านคร(หนู)ไปพระราชทาน แต่นางในกระซิบว่า ดูเหมือนว่านางจะขาดระดูอยู่ แต่พระเจ้ากรุงธนตรัสว่า "ได้ออกปากให้เขาแล้ว ก็พาไปเถอะ" เมื่อท้าวนางพาธิดาเจ้านครไปส่งนั้น เจ้าอุปราช (พัฒน์) ก็ทราบความลับนั้น มีความยำเกรงพระบารมีก็ต้องรับไว้เป็นท่านผู้หญิงกิตติมศักดิ์อยู่ตลอดอายุ และนางนั้นก็มีบุตรกับเจ้าพระยานคร(พัฒน์) เพียงคนเดียว คือ เจ้าพระยานคร (ปริก)

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ประเพณีลากพระ นครศรีธรรมราช


ช่วงเวลา วันลากพระ จะทำกันในวันออกพรรษา คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ โดยตกลงนัดหมายลากพระไปยังจุดศูนย์รวม วันรุ่งขึ้น แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ จึงลากพระกลับวัด

ความสำคัญ
เป็นประเพณีทำบุญในวันออกพรรษา ปฏิบัติตามความเชื่อว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนไปรับเสด็จ แล้วอัญเชิญพระพุทธเจ้าประทับบนบุษบกแล้วแห่แหน

พิธีกรรม
๑. การแต่งนมพระ
นมพระ หมายถึงพนมพระเป็นพาหนะที่ใช้บรรทุกพระลาก นิยมทำ ๒ แบบ คือ ลากพระทางบก เรียกว่า นมพระ ลากพระทางน้ำ เรียกว่า "เรือพระ" นมพระสร้างเป็นร้านม้า มีไม้สองท่อนรองรับข้างล่าง ทำเป็นรูปพญานาค มีล้อ ๔ ล้ออยู่ใต้ตัวพญานาค ร้านม้าใช้ไม้ไผ่สานทำฝาผนัง ตกแต่งลวดลายระบายสีสวย รอบ ๆ ประดับด้วยผ้าแพรสี ธงริ้ว ธงสามชาย ธงราว ธงยืนห้อยระยาง ประดับต้นกล้วย ต้นอ้อย ทางมะพร้าว ดอกไม้สดทำอุบะห้อยระย้า มีต้มห่อด้วยใบพ้อแขวนหน้านมพระ ตัวพญานาคประดับกระจกแวววาวสีสวย ข้าง ๆ นมพระแขวนโพน กลอง ระฆัง ฆ้อง ด้านหลังนมพระวางเก้าอี้ เป็นที่นั่งของพระสงฆ์ ยอดนมอยู่บนสุดของนมพระ ได้รับการแต่งอย่างบรรจงดูแลเป็นพิเศษ เพราะความสง่าได้สัดส่วนของนมพระขึ้นอยู่กับยอดนม
๒. การอัญเชิญพระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ
พระลาก คือพระพุทธรูปยืน แต่ที่นิยมคือ พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ พุทธบริษัทจะสรงน้ำพระลากเปลี่ยนจีวร แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนนมพระ แล้วพระสงฆ์จะเทศนาเรื่องการเสด็จไปดาวดึงส์ของพระพุทธเจ้า ตอนเช้ามืดในวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ชาวบ้านจะมาตักบาตรหน้านมพระ เรียกว่า ตักบาตรหน้าล้อ เสร็จแล้วจึงอัญเชิญพระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ ในตอนนี้บางวัดจะทำพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อให้การลากพระราบรื่น ปลอดภัย
๓. การลากพระ
ใช้เชือกแบ่งผูกเป็น ๒ สาย เป็นสายผู้หญิงและสายผู้ชาย โดยใช้โพน (ปืด) ฆ้อง ระฆัง เป็นเครื่องตีให้จังหวะเร้าใจในการลากพระ คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและประสานเสียงร้องบทลากพระเพื่อผ่อนแรง
ตัวอย่าง บทร้องที่ใช้ลากพระสร้อย :
อี้สาระพา เฮโล เฮโล
ไอ้ไหรกลมกลม หัวนมสาวสาว
ไอ้ไหรยาวยาว สาวสาวชอบใจ

สาระ
ประเพณีลากพระ เป็นการแสดงออกถึงความพร้อมเพรียง สามัคคีพร้อมใจกันในการทำบุญทำทาน จึงให้สาระและความสำคัญดังนี้
๑. ชาวบ้านเชื่อว่า อานิสงส์ในการลากพระ จะทำให้ฝนตกตามฤดูกาล เกิดคติความเชื่อว่า "เมื่อพระหลบหลัง ฝนจะตกหนัก" นมพระจึงสร้างสัญลักษณ์พญานาค เพราะเชื่อว่าให้น้ำ การลากพระจึงสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในสังคมเกษตร
๒. เป็นประเพณีที่ปฏิบัติตามความเชื่อว่า ใครได้ลากพระทุกปี จะได้บุญมาก ส่งผลให้พบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้นเมื่อนมพระลากผ่านหน้าบ้านของใคร คนที่อยู่ในบ้านจะออกมาช่วยลากพระ และคนบ้านอื่นจะมารับทอดลากพระต่ออย่างไม่ขาดสาย
๓. เกิดแรงบันดาลใจ แต่งบทร้อยกรองสำหรับขับร้องในขณะที่ช่วยกันลากพระ ซึ่งมักจะเป็นบทกลอนสั้น ๆ ตลก ขบขัน และโต้ตอบกัน ได้ฝึกทั้งปัญญาและปฏิภาณไหวพริบ

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

ประเพณีแห้ผ้าขึ้นธาตุ

ความเป็นมาของประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ

แห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นอีกประเพณีหนึ่งที่เก่าแก่และมีเอกลักษณ์ของชาวนครศรีธรรมราชตั้งแต่สมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างบ้านแปงเมืองและด้วยพระปรีชาสามารถทำให้นครศรีธรรมราชมีเมืองบริวารรายรอบถึง 12 เมือง เรียกว่าเมืองสิบสองนักษัตริย์ และในปีนี้ ททท.มีแนวคิดที่จะยกระดับให้เป็นแห่ผ้าพระบฎนานาชาติ เชิญผ้าพระบฏจากเมืองต่าง ๆ มาร่วม และจัดให้มีกิจกรรมหลากหลายเพื่อร่วมส่งเสริมและรณรงค์ให้นครศรีธรรมราช เป็นเป้าหมายในด้านการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม พร้อมโชว์ศักยภาพความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นด้านประเพณีวัฒนธรรม เพื่อสืบสานถึงตำนานที่ยิ่งใหญ่ สันนิษฐานว่าเป็นประเพณีที่รับมาจากอินเดีย ตามประวัติกล่าวว่า ในสมัยพระเจ้าสามพี่น้อง คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระเจ้าจันทรภาณุ และพระเจ้าพงษาสุระ กำลังเตรียมสมโภชพระบรมธาตุอยู่นั้น คลื่นได้ซัดเอาผ้าแถบใหญ่ยาวผืนหนึ่ง ซึ่งมีลายเขียนพุทธประวัติ เรียกว่า “ผ้าพระบฏ” ขึ้นที่อำเภอ ปากพนัง พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจึงจัดให้มีการสมโภชพระบรมธาตุ และแห่แหน “ผ้าพระบฏ” ขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุ จนถึงปัจจุบันนับเวลาได้เจ็ดร้อยกว่าปี โดยมุ่งหมายจะได้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด ผู้อำนวยการกล่าวในตอนท้ายว่า ประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนี้ จัดในวันมาฆบูชา อันเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาที่ถือกันว่าเป็นวัน “จตุรงคสันนิบาต” คือวันที่พระอรหันต์ซึ่งเป็นเอหิภิกขุ จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ในวันที่ดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์พุทธศาสนิกชนชาวไทย โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราช จึงพร้อมใจกันประกอบพิธี โดยร่วมใจกันจัดหาผ้าสีเหลือง สีแดง สีขาว มาต่อกันเป็นแถบยาว ที่เรียกว่า “ผ้าพระบฏ” ไปห่มองค์พระบรมธาตุ เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประจำทุกปี เพราะฉะนั้นในชีวิตหนึ่งหากมีโอกาสมาแห่ผ้าห่มองค์พระบรมธาตุ เชื่อกันว่าเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต อีกทั้งหากมีโอกาสในการร่วมพิธี หรือลิ้มรสข้าวมธุปายาส ถือเป็นยาอายุวัฒนะช่วยเพิ่มพูนสติและปัญญา นำพาชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงามอย่างรู้เท่าทันชีวิต

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดนานาชาติ 2552 นครศรีฯ

การแข่งขันวอลเล่ย์บอลชายหาดนานาชาติมีทีม 50 ทีมจาก 17 ประเทศเข้าร่วม จ. นครศรีธรรมราช เตรียม จัดการแข่งขันวอลเวล์บอลชายหาดนานาชาติ “Khanom Asian Beach Volleyball Tour and 9th Beach Vclleyball Cup.Nakhon Si Thammarat” ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายวิฑูรย์ เดชเดโช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชายหาด ในโครงการ “Khanom Asian Beach Volleyball Tour and 9th Beach Volleyball Cup.Nakhon Si Thammarat” ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อำเภอขนอม และภาคส่วนต่าง ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-6 เมษายน 2552 ณ หาดในเพรา อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณหาดทรายชายทะเลของจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ รวมทั้งเพื่อยกระดับการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชายหาดไปสู่ระดับนานาชาติ ให้เป็นที่รู้จักทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศอย่างแพร่หลายในอนาคต การจัดการแข่งขัน Beach Volleyball สมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยเริ่มจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ครั้งแรกจัดขึ้นที่ชายหาดท้องยาง เขาพลายดำ อำเภอสิชล มีทีมส่งเข้าแข่งขันเพียง 6 ทีม ซึ่งจังหวัดได้ดำเนินการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่รู้จักและยอมรับของประชาชนทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดมาโดยตลอด จนถึง ปี 2552 เป็นการแข่งขันครั้งที่ 9 ได้จัดอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก เผยแพร่สิ่งที่ดีงาม และสอดคล้องกับนโยบาย “นครศรีธรรมราช เมืองมงคล คนทำดี” และขอให้ทุกคนเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้การต้อนรับผู้มาเยือน และประทับใจเดินทางกลับมาท่องเที่ยวอีกในโอกาสต่อไป นายวิฑูรย์ เดชเดโช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชายหาด “Khanom Asian Beach Volleyball Tour and 9th Beach Vclleyball Cup.Nakhon Si Thammarat” ว่า มีความพร้อมในทุกด้าน มีนักกีฬาจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 17 ประเทศ